เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

ข่าว:

๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๔   ร่วมมุติตาแด่ พระราชปริยัติเวที


ผู้เขียน หัวข้อ: :: เวรกรรมมีจริง :: จาก..ลานธรรมเสวนา  (อ่าน 23003 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

aomethai

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 48
  • คะแนนโหวต : +0/-0
:: เวรกรรมมีจริง :: จาก..ลานธรรมเสวนา
« เมื่อ: 30 ตุลาคม 2008, 09:01:02 »
ผลของกรรมดีและกรรมชั่ว

เรื่องที่  1
*** หญิงคนหนึ่งบ้านอยู่เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ มีอาชีพรับจ้างทั่วไป  ได้พูดเกี่ยวกับประวัติพ่อให้ผู้เขียนฟังโดยสังเขปว่า  พ่อมีอาชีพรับจ้างฆ่าสุนัข  บ้านหลังไหนไม่ต้องการสุนัข   นึกอยากจะกำจัดสุนัขเจ้าของจะจ้างเขาไปจับ  เมื่อเขาจับได้แล้วก็จะเอาเชือกผูกคอสุนัขแขวนไว้กับต้นไม้ที่สวนหลังบ้าน   จนสุนัขมันทุรนทุรายดิ้นตายไปเอง  เสร็จแล้วเขาจะฝังสุนัขเอาไว้ที่สวนหลังบ้าน     ได้ค่าจ้างกำจัดสุนัขตัวละ  ๓๐๐ เป็นอย่างต่ำ    นับว่าเป็นอาชีพหลักที่ทำรายได้ให้กับพ่อสมควร    เขาทำอย่างนี้มาเกือบ  ๑๐  ปี อยู่ต่อมาเขาก็ล้มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ   เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย  บ้างครั้งก็ทำท่าทางเหมือนสุนัขกำลังถูกแขวนคอ  มือหงิก  มืองอ  ตาเหลือก  ตาค้าง   ร้องเหมือนสุนัข     วันหนึ่งเมื่อลูกสาวไม่อยู่บ้าน    พอกลับมาถึงบ้านตอนเย็น   อนิจจา  ?  ก็เห็นพ่อแขวนคอตายที่ใต้ต้นไม้ต้นเดียวกันกับต้นที่เขาเคยฆ่าสุนัขนั่นเอง   ผู้หญิงคนนี้เป็นลูกสาวมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้พ่อเพราะพ่อเพิ่งตายไปได้   ๗   วันพอดี


เรื่องที่ 2

***  เมื่อปี  ๒๕๔๗   ช่วงต้นปีที่ผ่านมาผู้เขียนได้จัดงานทำบุญไถ่ชีวิตโค-กระบือขึ้นที่วัด   ได้มีผู้มีจิตศรัทธาทำบุญใหญ่ครั้งนี้ด้วยพอสมควร   หนึ่งในจำนวนผู้มีกุศลจิตศรัทธานั้น   มีผู้หญิงท่านหนึ่งอายุประมาณ  ๕๐  ปี   เป็นคนค่อนข้างมีฐานะ   ได้โทร ฯมาหาผู้เขียน ประมาณ  ๓  ทุ่มตรง     บอกว่า  “หลวงพ่อเจ้าค่ะ  โยมจะนำวัวตัวผู้มาถวายหลวงพ่อ  ๑  ตัว  เวลาตี  ๑  นะเจ้าค่ะ   เพราะโยมจะเอาเงินไปซื้อวัวที่กำลังจะโดนฆ่าแบบเรียงคิวจริง ๆ จะโดนเชือดจริง ๆ เอาไปถวายอย่าเพิ่งจำวัดนะเจ้าค่ะ”  ก็รับปากโยมไปว่า   ได้โยม...   วันนั้นท้องฟ้าแจ่มใสมาก   ไม่มีวี่แววว่าฝนจะตกหนัก    พอโยมผู้หญิงคนนั้นกำลังนำวัวตัวนั้นลงจากรถเท่านั้น    ฝนก็ตกเทลงมายังกับคลื่นสึนามิถล่มยังไงยังงั้น  ได้แต่ปลอบใจโยมว่า   โยม...คนมีบุญทำอะไรฝนก็ตก  ส่วนยาจกทำอะไรแดดออกนะ   ส่วนโยมก็ได้แต่ยิ้ม  และได้ถามโยมไปว่า   “คุณโยมได้ทำบุญไถ่ชีวิตวัวจากโรงฆ่ามีจุดมุ่งหมายอะไรหละ” โยมก็กึ่งตอบกึ่งถามว่า “โยมจะทำบุญไถ่ชีวิตวัวตัวนี้ให้กับคุณแม่ที่กำลังป่วยหนัก   ตอนนี้กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ในห้อง  ICU  ที่โรงพยาบาลสุราษฏร์ ฯ  อุทิศส่วนกุศลให้กับคนที่กำลังเป็น  ๆ  ได้ไหมคะ  หลวงพ่อ  คุณหมอบอกว่า   ถ้าไม่ตายวันนี้ก็ปาฏิหาริย์แล้ว  (แก่พูดไปด้วยสะอื้นไปด้วย)  นี่น้องสาวของโยมกำลังดูแลแม่อยู่อย่างใกล้ชิดอยากจะทำบุญใหญ่ให้แม่เป็น ครั้งสุดท้าย   ..ช่วยโยมทำพิธีหน่อย ” จากนั้น  ก็สั่งให้จุดธูปเทียน  แล้วรับศีล   เสร็จแล้วก็ให้ว่า

นะโม..๓ จบ  และให้ว่าภาษาบาลีตาม  (ภาษาบาลีท่านเจ้าคุณอาจารย์  พระเทพวรคุณ  (สมาน  สุเมโธ  ป.ธ. ๙) ท่านได้เรียบเรียงเอาไว้) เป็นต้นว่า   ปณิธานโต  ปฏฺฐาย   ตถาคตสฺส  ทสปารมิโย

ทส   อุปปารมิโย..........อิมินา  ชีวิตทานานิสํเสน,  อหํ  สุขิโต  โหมิ,อเวโร  โหมิ.......ยถา  จ  มยฺหํ  ตเถว  เนสํ,ชีวิตํ  ปิยํ,อิมินา  ชีวิตทานานิสํเสน, โสตฺถิ  เม โหตุ  สพฺพทา ฯ.....อโห  ทานํ  เม  ปรมทานํ  ชีวิตทานํ ,.....สพฺเพ  เต  อนฺตรายา,...  เป็นต้น  (บทอธิษฐานการให้ชีวิตเป็นทานผู้เขียนได้รวบรวมเอาไว้ในท้ายหนังสือเล่มนี้ แล้ว)    หลังจากนั้นก็ให้พร    ให้พรยังไม่ทันจะเสร็จดี  ทันใดนั้นผู้เขียนก็ต้องสะดุ้งสุดตัว..?     จริงเหรอ  อย่าโกหกนะ  (พูดไปด้วยร้องไห้ไปด้วย)  หายจริง  ๆ  หรือ อย่าล้อเล่นนะเจ้าค่ะ   พูดอยู่อย่างนั้นแหละ  ซ้ำ  ๆ   ซาก  ๆ     เพิ่งสังเกตได้ว่า  เริ่มตั้งแต่รับศีล  ว่ากล่าวคำถวายปล่อยชีวิตวัว   จนรับพรเสร็จ  ผู้หญิงคนนี้เป็นคนฉลาดพอควร   เปิดโทรศัพท์ไว้ตลอดเวลาเอาโทรศัพท์เป็นไมค์  พูดให้คนทางบ้านได้ยินด้วย     อานิสงส์มีจริง  ปาฏิหาริย์มีจริง    ยังไม่ทันข้ามวันข้ามเดือนข้ามปี    แค่ข้ามนาทีเท่านั้น   อาการป่วยหนักของแม่เริ่มดีขึ้น    หมอบอกว่าคลื่นหัวใจเต้นเร็วขึ้น  ๆ    ทุกวันนี้คุณแม่ของโยมผู้หญิงคนนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่เป็นร่มโพธิ์ใบหนา   เป็นร่มไทรใบใหญ่ให้ลูกหลานได้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป    นี้คืออานิสงส์ของความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณอีกตัวอย่างหนึ่ง


เรื่องที่  3

สุภาพสตรีท่านหนึ่งทำธุรกิจเปิดบริษัทรับทำประตูเหล็กดัด

งา นอลูมิเนียม และงานสแตนเลสระดับเกรดเอทุกประเภท    รับงานทั่วประเทศ      เมื่อสมัยเปิดบริษัทรับงานมาใหม่ ๆ   รับงานจากลูกค้ามาก็โดนโกงบ้าง    โดนหลอกบ้าง   ธุรกิจแทบล้ม  เกือบจะเอาตัวไม่รอด    วันหนึ่งเกิดกลุ้มใจอย่างหนัก  อยากจะฆ่าตัวเองตาย  จะได้หนีความยุ่งยากต่าง  ๆ  เสียที  หนี้สินก็เพิ่มมากขึ้น  บริวารก็ลาออกจากงานแทบทุกวัน   หาทางออกไม่ได้  มองไปทางไหนมันมืดมนหมด  เหมือนคนอยู่ในถ้ำตอนกลางคืนที่ไม่มีแสงไฟ  คงจะเหมือนคำที่ท่านผู้รู้ได้กล่าวเอาไว้ว่า   คนเราเวลาดวงตก(บุญเหลือน้อย) จะทำอะไรก็ไม่ดี   จะเข้าหุ้น ๆ  ก็ตก    จะเลี้ยงหมู ๆก็ไม่อ้วน    ค้าขายก็ถูกโกง  มีลูกก็ไม่ได้ดั่งตัว     มีเพื่อนก็เห็นแก่ตัว    มีผัวก็ไม่ได้ดั่งใจ   มีญาติผู้ใหญ่ก็พึ่งไม่ได้ หรืออีกอย่างหนึ่งเขาก็ว่า  ยามบุญพาวาสนาไม่ส่ง   ที่ป่วยก็หนัก   ที่รักก็หน่าย  มีญาติผู้ใหญ่ก็พึ่งพิงพึ่งพาไม่ได้  ก็ไม่ทราบจะไประบายความเครียดความอัดอั้นตันใจที่ไหน  เรียกว่าเจอความจนหลายรูปแบบมาทับถม   ทั้งจนมุม  จนตรอก  จนแต้ม   จนปัญญา   รวมอยู่ในตัวหมด    เลยตัดสินใจฆ่าตัวเองตาย   ยังไงก่อนที่จะตายก็ ขอไปวัดใกล้บ้านไปทำบุญถวายสังฆทานเป็นครั้งสุดท้ายดีกว่า   เสร็จแล้วก็ไปนั่งเล่นใต้ต้นไม้ใหญ่ภายในวัดต้นหนึ่ง   ในขณะที่นั่งเพลิน ๆ อยู่ทันใดนั้นเองตาก็เลือบไปเห็น  สุนัขขี้เรื้อนแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่งกำลังนอนให้ลูกเล็ก  ๆ  ๔-๕  ตัว   ดื่มน้ำนมอยู่อย่างมีความสุขใจ   ก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า   สุนัขแม่ลูกอ่อนผอม  ๆ  ตัวนี้   มันเป็นสัตว์แท้ ๆ  มันยังไม่คิดที่จะฆ่าตัวตายเลย   ยิ่งเพ่งดูมันยิ่งน่าสงสาร    น่าเวทนา   ขาด้านหน้าข้างหนึ่งก็กำลังเกาขี้เรื้อนที่สร้างความรำคาญให้มัน    ประเดี๋ยวมันก็เอาลิ้นเลียบนตัวลูกน้อยด้วยความรักความทนุถนอมโดยที่มันยัง ไม่รู้เลยว่า   หลังจากที่ให้นมลูกแล้วจะไปหาเศษอาหารที่ไหนดี    ค่ำคืนนี้จะนอนที่ตรงไหน  ? ลูกทุกตัวจะได้กินอิ่มหรือเปล่า...แล้วเราหล่ะเราเป็นมนุษย์ซึ่งแปลว่าผู้มี จิตใจสูงมีจิตประเสริฐ   ถ้าจะมาคิดฆ่าตัวตายเราจะไม่อายหมาหรือ   เธอคิดอย่างนี้   พอมาวันหลังเงินทุกบาททุกสตางค์ที่มีอยู่     เธอก็เอาไปซื้ออาหารสุนัขให้หมดแล้วเอาไปเลี้ยงสุนัขที่วัดจนหมดทุกตัว   อีกสองวันต่อมาลูกค้าที่เคยโกงเงินเธอไปเกือบสามแสนบาท     เกิดสำนึกผิดโทรมาหาบอกว่าจะเอาเงินมาคืนวันพรุ่งนี้ทั้งหมด     เธอพอวางสายโทรศัพท์เสร็จดีใจจนน้ำตาไหลเองโดยอัตโนมัติ  เรียกว่า  น้ำตาเย็น   ไม่ใช่น้ำตาร้อน    อยู่ต่อมาไม่นานลูกค้าที่เคยโกงเงินไปพอโทรไปทวงก็บอกว่าจะทยอยเอามาคืนให้    เขาเหล่านั้นบอกว่าช่วงเวลาที่โกงเงินเธอไป  ทำอะไรก็ไม่เจริญรู้สึกร้อนตัวร้อนใจยังไงบอกไม่ถูก     ขอคืนเงินให้ทั้งหมด     ทุกวันนี้  สุภาพสตรีท่านนี้ประกอบธุรกิจด้านรับทำประตูหน้าต่างทุกชนิด    การงานก็เจริญก้าวหน้า   ไม่มีลูกค้าคนใดคดโกงอีกเลย    แต่สิ่งที่สุภาพสตรีท่านนี้ยังคงทำอยู่เป็นกิจวัตรประจำวันก็คือนำอาหาร สำเร็จรูปไปเลี้ยงสุนัขทุกตัวที่วัดด้วยความรักและสงสาร     คงเป็นเพราะอานิสงส์ที่ได้บำรุงเลี้ยงสุนัขด้วยใจบริสุทธิ์ด้วยใจเป็นธรรม    ด้วยความกตัญญูรู้คุณว่าเธอรอดชีวิตมาได้จนถึงปัจจุบันนี้เพราะมีแม่สุนัข ขี้เรื้อนตัวหนึ่งเป็นแรงบันดาลใจ.......ไม่เหมือนกับคนบางคนชอบเลี้ยงสุนัข แต่ไม่รับผิดชอบ   เมื่อตอนสุนัขเป็นตัวเล็ก ๆก็รักมันดีอยู่หรอก   แต่พอมันแก่ตัวลงนี้ซิ ? อนิจจา ๆ  สุนัขโปรดก็สุนัขโปรดเถอะ ไม่สนใจแล้ว   แม้แต่สามีแม่ยังไปปล่อยวัดมาแล้ว อนิจจา  ๆ  ชอบเอาสุนัขไปทิ้งให้วัด   พระเณรในวัดก็ต้องรับผิดชอบเดินเก็บขี้หมาทุกวัน    เก็บขี้หมาจรจัดไม่เท่าไร   แต่เก็บขี้หมาที่คนเอามาปล่อยนี่สิ   มันน่าน้อยใจ น่าเจ็บใจ  (สามาเณรน้อยในวัดบ่นให้ฟัง)  ขอโทษที่เถอะ  ?  ขี้หมากับขี้คนมันต่างกันตรงไหน   บางกองเหมือนขี้คนดี ๆนี้เอง   ลองคิดดูให้ดี  ๆ  เวลาพระเณรไปเก็บขี้หมา   เหมือนพระต้องไปเก็บขี้ของคนซึ่งเป็นเจ้าของหมานั่นเอง      บาปแค่ไหน ?  มีลูกก็เป็นคนเหม็น  มีนิสัยเหม็นเน่า   มีสามีภรรยา    ก็จะมีนิสัยเหม็นเน่า   คบกับใครก็มีนิสัยเหม็นเน่า   ไม่มีความจริงใจ  ทำตัวเป็นรถไฟ  คือมีสองหัว   ต่อหน้ามะพลับ   ลับหลังมะไฟ  ต่อหน้าแตงไทยลับหลังแตงโม  ต่อหน้าส้มโอ  หลับหลังส้มตำ..     เวรกรรมขนาดไหน  ?   นรกขนาดไหนลองคิดดูให้ดี   ท่านที่เป็นปัญญาชนคนเดินดินทั้งหลาย   ปกติผู้เขียนเป็นคนชอบสัตว์ทุกประเภทไม่ได้รังเกียจอะไรหรอก  แต่ที่ไม่ชอบก็คือคนที่ชอบเอาสุนัขและแมวมาปล่อยวัด   จึงได้เขียนเป็นคติสอนใจว่า

           ด้วยวัดนี้ไม่ต้องการหมาและแมว                    โยมไม่ต้องรีบแจวเอามาถวาย

           พระต้องการดินกับหญ้าหินและทราย              เงินก็ดีสิ่งของก็ได้พระต้องการ....

          *** กรรมที่ให้ผลปรากฏในปัจจุบัน   ใครก็ตามกระทำกรรมใดไว้   กรรมนั้นย่อมส่งผลให้แน่นอน    ส่วนเรื่องจะช้าหรือเร็วก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง   เรื่องกรรมนี้ตรงกับวิทยาศาสตร์  คือเมื่อมี Action  คือการกระทำ    ก็ย่อมมีการตอบสนองคือ  Reaction  เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่นายพันโทพระยาพินิจสารา(ทับทิม  บุญยรัตน์พันธ์)ได้รวบรวมและเรียบเรียงไว้เมื่อเกือบ  ๕๐  ปีมาแล้ว   เป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว  ผู้เขียนจะขอนำมาเขียนให้ท่านอ่านเพียง   ๙  เรื่องเท่านั้น  ดังต่อไปนี้คือ.-

***  ญวนคนหนึ่ง  ชื่อนายอุ่น  อายุ  ๕๐  ปีเศษ  ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลคู้บอน  อำเภอเมือง  จังหวัดมีนบุรี   (ปัจจุบันเป็นเขตคลองสามวา  กรุงเทพ ฯ) มีอาชีพทำนา   แต่พอถึงเดือน  ๓,๔,๕,๘  ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ข้าวในนาสุก  มีนกกระจาบมา   เขาก็ใช้ข่ายจับนกกระจาบได้เป็นฝูง  ๆ  เมื่อได้นกกระจาบมาแล้ว  เขาก็ทุบนกกระจาบให้ตาย  เอามาทำอาหารแกล้มกินกับเหล้าบ้าง  ขายบ้าง  ทำอยู่อย่างนี้เป็นประจำทุกปี    ต่อมาเขาไม่สบาย  มีอาการชักหลังงอคล้ายคนเตี้ยค่อม  และมือเท้าเป็นเหน็บชาเดินไม่ได้  ได้รับความทุกขเวทนามาก   จนได้สลบแน่นิ่งไปครั้งหนึ่ง  ลูกเมีย  ญาติพี่น้องนึกว่าเขาตายแล้ว   แต่แล้วเขาก็ไม่ตาย  ต้องทนทุกข์อยู่อย่างนี้มาจนกระทั้งอายุ  ๗๐  ปีเศษ  คือใน พ.ศ.  ๒๔๘๕  เขาจึงมีอาการหนักได้ดิ้นรนกระวนกระวายและร้องเจี๊ยบจ๊าบ  ๆ  เหมือนนกกระจาบ



***  ชายคนหนึ่ง  ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลโคกขาม  จังหวัดสมุทรสาคร  เป็นคนแปลกที่ชอบฆ่าสุนัข  คือเห็นสุนัขไม่ได้เป็นต้องฆ่าให้ตาย      จนสุนัขเห็นเขาเป็นต้องหนีเหมือนมันรู้ว่า ถ้ามันอยู่เขาต้องจับมันฆ่าแน่  ๆ  ครั้นพอเขาป่วยหนักใกล้ตาย   กรรมที่เขาทำกับสุนัขก็ตามมา    สนอง  กล่าวคือเขาร้องเสียงเหมือนสุนัขร้องตอนถูกตี

***  ผู้คุมคนหนึ่ง  ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่จังหวัดพนมสารคาม   (ปัจจุบันอำเภอพนมสารคาม   จังหวัดฉะเชิงเทรา) ได้ฆ่าวัวกินโดยใช้มีดเชือดก้านคอ  แต่วัวก็ไม่ตาย   เขาจึงจับวัวให้แหงนหน้าแล้วใช้ไม้ตีที่หัวจนวัวตาย  ต่อมาไม่ช้าอยู่  ๆ เขาก็ใช้มีดแทงคอตนเอง   เช่นเดียวกันที่เขาทำกับวัว   แต่ก็ไม่ตาย  รักษาเท่าใดก็ไม่หาย  ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส  ในที่สุดแผลก็เป็นบาดทะยัก  เขาถึงได้ตาย


*** ชายคนหนึ่งชื่อนายน้อย   อยู่บ้านน้ำคม   อำเภอพรหมพิราม   จังหวัดพิษณุโลก   มีอาชีพเป็นนายพรานป่า  หาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์ป่าขาย   ต่อมาเขาได้ป่วยอาการหนัก   อยากกินแต่น้ำตามหนอง  ไม่ยอมกินน้ำบ้าน    ลูกเมียต้องออกไปหา ไปตักน้ำมาให้กิน  เมื่อเขากินน้ำตามป่าตามหนองแล้วก็มีอาการประปรี้กระเปร่ากระเตื้องขึ้น  เหมือนกับว่าได้กินยาถูกกับโรค  ครั้นเมื่อจะตาย  ได้สั่งเมียไว้ว่า  ขอให้เอาปืนกระบอกที่ใช้ยิงสัตว์ใส่ในโลงเผาไปด้วย   เมียก็ทำตามที่เขาสั่ง  ครั้นเมื่อถึงเวลาเผาศพ  พอไฟที่เผาติดฟืนดีแล้ว  ก็มีเสียงประหลาดคล้ายเสียงปืน

ดังอยู่บนอากาศตรงกับเปลวไฟที่เผาศพ  ซึ่งนับว่าประหลาดมาก

*** ชายคนหนึ่งบ้านอยู่นครราชสีมา     มีอาชีพรับราชการวันหนึ่งชายคนนั้นกับลูกหลาน  ๒-๓  คน  พากันไปเที่ยวไป  พบค่างตัวหนึ่ง  ชายคนนั้นจึงเอาปืนยิงค่าง  กระสุนปืนไปถูกหัว  ทะลุออกทางลูกตาข้างขวา    ตกลงมาตาย  ขณะที่เขายิงค่างตายนั้น   ภรรยาของเขาตั้งครรภ์ได้ประมาณ  ๔  เดือน  ครั้นเมื่อครบกำหนดคลอด  ได้บุตรเป็นชาย  นับตั้งแต่คลอดออกมา  เด็กก็เจ็บออด ๆ  แอด ๆ พออายุครบ  ๗  วัน  ตาเด็กข้างขวาก็เกิดบวม  ร้องอยู่ตลอดเวลาด้วยความเจ็บปวด  จนกระทั่งขาดใจตายไป

*** หญิงคนหนึ่ง  บ้านอยู่อำเภอเมือง  จังหวัดนครราชสีมา  หญิงคนนี้ท้องได้  ๔  เดือน  วันหนึ่งหญิงคนนี้ได้ช่วยสามีและญาติฟาดข้าวในลาน  (นวดข้าว) และเมื่อฟาดแล้ว  ก็แยกข้าวมากองไว้ต่างหากปรากฏว่ามีไก่หลายตัวที่เลี้ยงไว้  มาจิกกินข้าวเปลือกที่กองไว้  หญิงคนนี้ได้ไล่ไก่อยู่หลายครั้ง  แต่ไก่ก็ยังมาจิกกินอีก  หญิงคนนี้โกรธได้ใช้สวิงขนาดใหญ่เหวี่ยงจับไก่ได้ตัวหนึ่ง    จึงมัดขาไก่ทั้ง  ๒  ข้าง  ไก่ตัวนั้นอยู่ได้ไม่กี่วันก็ตาย  ครั้นเมื่อหญิงคนนั้นถึงกำหนดคลอดลูก  ได้คลอดลูกออกมาเป็นหญิงมีรูปร่างหน้าตาดี   แต่ที่นิ้วเท้าทั้ง ๒  ขาดหายไป  มีเพียงปุ่ม  ๆ  ยื่นออกมาเท่านั้น  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่แปลกเรื่องหนึ่ง.....

***    พ่อแม่คู่หนึ่ง  บ้านอยู่ที่สุพรรณบุรี   มีลูกชายคนหนึ่งพออายุครบบวช  พ่อแม่และญาติพี่น้องจึงจัดบวชให้   พอถึงวันสุกดิบ  ได้ฆ่าวัวแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่ง   ทำเป็นอาหารเลี้ยงในงาน  พอวันรุ่งขึ้นแห่นาคไปวัด   ลูกวัวก็ได้เดินตามไปด้วย  คนจะไล่กลับอย่างไรก็ไม่กลับ  พอนาคเข้าในโบสถ์ลูกวัวนั้นก็ตามเข้าไปในโบสถ์ด้วยถึงกับต้องต้อนเอาวัวออก มาจากโบสถ์เป็นโกลาหล  พอหลังจากบวชได้  ๒  เดือน  พ่อแม่และญาติพี่น้องที่อยู่ในบ้านนี้  ก็เจ็บไข้ได้ป่วยถึงแก่ความตายกันหมดทั้งบ้าน   อนิจจา  ?


*** ชายคนหนึ่งบ้านอยู่ระหว่างวัดจักรวรรดิ์กับวัดบพิตรพิมุข  ได้ตะพาบน้ำขนาดใหญ่  หลังกว้างถึงศอกเศษมาตัวหนึ่ง  เขาก็เชือดขาและเชิงใกล้ขา  เอามาแกงเลี้ยงเพื่อนข้างหนึ่ง  ตะพาบถูกทรมานขนาดนี้ยังไม่ตาย  ต่อมาอีก  ๒-๓  วัน  เขาก็ฆ่าตะพาบตัวนั้นเอามากิน  ปีนั้นเขาก็เป็นอัมพาตที่มือทั้งสองข้าง   และเท้าข้างหนึ่งก็เดินไม่ได้   ไม่มีความรู้สึกเลย  แต่เท้าข้างหนึ่งกระดิกได้  ก็ได้แต่เสือกไปมา   เขาเป็นอยู่ประมาณ  ๑๐  วันก็ถึงแก่ความตาย


*** ชายคนหนึ่ง  บ้านอยู่ตำบลคลอง  ซอยที่๗  ตำบลหนองเสือ  จังหวัดนนทบุรี  (ปัจจุบันเป็นอำเภอธัญบุรี  จังหวัดปทุมธานี)   มีอาชีพทำนา   วันหนึ่งเขาเกิดบันดาลโทสะ  ได้เอาไม้กระบองตีควายเข้าที่หน้า   เผอิญไปถูกที่ตา  ทำให้ตาบอดมองไม่เห็นทั้ง  ๒  ข้าง  ต่อมาตาเขาเป็นต้อทั้ง  ๒  ข้าง     เหมือนตาควายที่เขาตี    นี้ก็เป็นกรรรมสนองกรรมทันตาเห็นอีกรายหนึ่งในชาติปัจจุบัน


***  ชายคนหนึ่งชื่อนายคง  อยู่บ้านศีรษะจรเข้  จังหวัดสมุทรปราการ   มีอาชีพทำนาและรับจ้างตอนวัวและควาย   พออายุ  ๘๐  ปี  เขาก็ป่วยเป็นโรคประหลาด  คืออัณฑะบวมโตและเป็นแผลเน่าเปื่อย   อาการหนักเข้าทุกที  รักษาอย่างไรก็ไม่หาย  ในที่สุดลูกอัณฑะได้หลุดออกมา  ทนทุกขเวทนา อยู่ได้ปีเศษ  เขาจึงถึงแก่ความตาย

***  มีนิทานในธรรมบทหลายเรื่อง  ในสมัยที่ผู้เขียนเป็นสามเณรเรียนบาลีอยู่สำนักเรียนวัดป่าแสงอรุณ  จังหวัดขอนแก่น  จำได้ขึ้นใจหลายเรื่อง   มีเรื่องหนึ่งโดนใจมากคือเรื่องพระภิกษุบำรุงเลี้ยงมารดาบิดา   ในสมัยพุทธกาลภิกษุรูปหนึ่งบิณฑบาตได้อาหารมาก็เอาให้ผู้บังเกิดเกล้ากิน ก่อน   ตนเองได้ฉันบ้างไม่ได้ฉันบ้าง    พระภิกษุเหล่าอื่นทราบเรื่อง   พากันติเตียนท่านว่า  เธอทำไม่ถูกไม่เหมาะที่นำอาหารบิณฑบาตไปให้คฤหัสถ์กินก่อน

พระ พุทธเจ้าทรงทราบกลับสรรเสริญภิกษุรูปนั้นว่าทำถูกแล้ว  แม้จะบวชเป็นพระแล้วก็สามารถเลี้ยงบิดามารดาได้  และอาหารที่บิณฑบาตมาได้  ตถาคตอนุญาตให้เอาให้บิดามารดากินก่อนได้   คนรู้คุณคนและตอบแทนคุณคนอยู่ไหนก็ได้รับการสรรเสริญและประสบความเจริญ  ตรงกันข้ามกับคนอกตัญญูและคนเนรคุณ  ย่อมจะมีแต่ทางหายนะ  ดังเรื่องดังต่อไปนี้


       บุรุษคนหนึ่งเรียนมนต์เสกมะม่วงมาจากคนจัณฑาลคนหนึ่ง  มนต์นี้สามารถเสกให้ต้นมะม่วงที่เพาะลงดินใหม่ ๆ  เติบโต  และมีดอกมีผลสุกงอมกินได้ในชั่วไม่กี่วินาที  (ถ้าเป็นปัจจุบันนี้รวยไม่รู้เรื่อง)อาจารย์ที่เป็นคนจัณฑาล  บอกเขาว่า  ถ้ามีใครถามว่า  ท่านเรียนมนต์มาจากใคร   จงบอกเขาไปตามความเป็นจริง  หาไม่มนต์จะคลายความขลัง  เขาก็รับปากรับคำอาจารย์เป็นอย่างดี   วันหนึ่งกิตติศัพท์ความเก่งกาจของเขาก็ล่วงรู้ไปถึงพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ รับสั่งให้ตามเขาเข้าไปเฝ้า  แต่งตั้งให้เขาดูแลสวนมะม่วง   ในเวลาใดที่พระราชามีพระประสงค์จะเสวยมะม่วง   ก็รับสั่งให้เขาเสกถวาย  เขาไปยืนใกล้ต้นมะม่วงร่ายมนต์  พักเดียวก็ได้มะม่วงสุกอร่ามหอมหวานน่ากิน  เป็นน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

วัน หนึ่งพระเจ้าแผ่นดินได้ตรัสถามเขาว่า   เขาได้ไปเรียนมนต์นี้มาจากไหนกับใคร   ครั้นจะกราบทูลว่าเรียนมาจากคนจัณฑาล  ก็รู้สึกละอาย(กลัวคนอื่นรู้กำพืดตนเอง  เหมือนคนใหญ่คนโตในปัจจุบันนี้พอได้ดีแล้วได้เป็นใหญ่แล้วลืมกำพืดของตน เอง)  เขาจึงได้กราบทูลพระราชาว่า

“ข้าพระพุทธเจ้าเรียนมาจากอาจารย์ทิศาปาโมกข์  เมืองตักกสิลา  พ่ะย่ะคะ”   โกหกทั้งเพ

ใน ทันใดนั้นมนต์ที่เขาจำได้คล่องปากขึ้นใจ  ก็มีอันตรธานหายหมดไปสิ้น  นึกเท่าใดก็นึกไม่ออก  วันต่อมาเมื่อพระราชาให้เขาเสกมะม่วงให้เสวยอีก  เขาก็ทำไม่ได้  เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงทราบความจริงภายหลัง  จึงรับสั่งให้ราชบุรุษลงอาญาแก่เขาอย่างหนัก  และให้เนรเทศออกจากพระนคร   พร้อมรับสั่งว่า “คนอกตัญญูเลี้ยงไว้ได้”  ท่านทั้งหลาย  เลี้ยงอสรพิษไว้ในบ้าน  ยังไม่อันตรายเท่าเลี้ยงดูคนไม่รู้คุณคน  โบราณท่านว่าเอาไว้อย่างนั้นก็น่าจะเป็นความจริงในยุคปัจจุบันนี้  เราท่านทั้งหลายก็ทราบดี  เห็นได้ตามสื่อสารมวลชนต่าง  ๆ  ไม่เว้นในแต่ละวัน   สุนทรภู่  รัตนกวีเอกของชาติและของโลก  ได้กล่าวไว้ว่า



               ทรลักษณ์อักกตัญญุตาเขา                    เทพเจ้าก็จะแช่งทุกแห่งหน

               ให้ทุกข์ร้อนงอนหง่อทรพล                 พระเวทย์มนต์เสื่อมคลายทำลายยศ.
                                           และนักปราชญ์อีกท่านหนึ่งไว้ว่า

               ขึ้นชื่อว่าอกตัญญูคืองูพิษ                    มักแผลงฤทธิ์ทำร้ายเมื่อภายหลัง

                เลี้ยงไม่เชื่องเรื่องรักไม่พักฟัง               ใครจะยั้งก็ไม่อยู่เรื่องรู้คุณ

                ถึงเปรอปรนขนสมบัติพัสถาน                เป็นธรรมทานเงินทองมากองขุน

                ทั้งแผ่นดินสิ้นแผ่นฟ้าด้วยการุณ         ชาติสกุลแล้วไม่มีภักดีใคร....

         

                   ***คนที่ชอบนินทาชาวบ้าน     อยู่ที่ไหนก็เสื่อมที่นั่น***


ที่มาค่ะ  http://www.watsamma.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=353867
"บุคคลประพฤติชอบเวลาใด  เวลานั้นได้ชื่อว่า  เป็นฤกษ์ดี  เป็นมงคลดี  เป็นเช้าดี  อรุณดี  เป็นขณะดี  ยามดี  และ(นับได้ว่า)เป็นอันได้ทําบูชาดีแล้ว   ในท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย  แม้กายกรรมของเขา(นั้น)ก็เป็นสิทธิโชค  วจีกรรมก็เป็นสิทธิโชค  มโนกรรมก็เป็นสิทธิโชค  ประณิธานของเขาก็เป็นสิทธิโชค"